There’s Someone Inside Your House ใครอยู่ในบ้าน

There’s Someone Inside Your House ใครอยู่ในบ้าน ผลงานจากโปรดิวเซอร์ผู้สร้าง Stranger Things (Shawn Levy) กับ ภาพยนตร์ชุด The Conjuring (James Wan) สร้างจากนิยายขายดีติดอันดับ New York Times ของสเตฟานี เพอร์คินส์ กำกับโดยแพทริก ไบรซ์ บอกเล่าเรื่องราวของนักเรียน ม. 6 และเพื่อนโรงเรียนใหม่ทั้งชั้นที่กำลังตกเป็นเป้าของฆาตกรสวมหน้ากากปริศนาที่ตามมาเปิดโปงความลับดำมืดของแต่ละคน

หนังแนวไล่เชือดที่พยายามขายชื่อสองโปรดิวเซอร์ดังปะหน้า แต่กลายเป็นว่าเอาชื่อเสียงของทั้งคู่มาบังหน้าหากินซะมากกว่า ซึ่งก็ยอมรับว่าการตลาดแพ็คคู่สองผู้สร้างนี้ได้ผล และแนวไล่เชือดก็เป็นอะไรที่ยังขายได้เรื่อยๆ ขอแค่ให้มีอะไรแปลกใหม่มาให้ผู้ชม แต่เรื่องนี้กลับทำไม่ได้อย่างที่พยายามโปรโมทเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างในเรื่องกลับพยายามสวมรอย Scream หนังไล่เชือดรุ่นพี่ ผสมกับ I know what you did last summer อย่างเห็นได้ชัดเจน ตั้งแต่พล็อตแนวฆาตกรไล่ฆ่าเปิดโปงความลับแบบ I know กับชุดคลุมดำถือมีดใส่หน้ากาก ที่คราวนี้พยายามแหวกไปนิดๆ ด้วยการให้คนร้ายใส่หน้ากากที่ปริ้น 3D เป็นหน้าของเหยื่อมาสวม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ แถมยังเดินเรื่องได้ทื่อๆ ตั้งแต่เนื้อเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย

เนื้อเรื่องเริ่มจาก Makani Young นางเอกของเรื่องย้ายมาเรียนที่ใหม่ แล้วก็มีความลับบางอย่างปกปิดไว้ ก่อนที่ต่อมาจะเกิดคดีฆาตกรรมนักฟุตบอลโรงเรียนตายในบ้านของเขาเอง แล้วฆาตกรก็เปิดโปงความลับว่าเขากลั่นแกล้งรับน้องอย่างรุนแรง จนเป็นสาเหตุให้ฆาตกรมาจัดการกับเขา โดยมีผู้ต้องสงสัยที่คนในโรงเรียนพยายามกล่าวหาคือ Ollie Larsson หนุ่มที่ดูแอนตี้สังคมจนไม่มีใครคบ แต่เขากลับเป็นแฟนลับๆ กับนางเอกของเรื่อง ซึ่งสุดท้ายใครคือฆาตกรก็ต้องไปติดตามกันในเรื่อง

ด้วยความเป็นเน็ตฟลิกซ์จึงพยายามจะบังคับให้ตัวละครในเรื่องต้องหลายเชื้อชาติหรือหลากหลายเพศมากกว่าแค่หญิงชาย ในเรื่องนี้นางเอกตามสูตรปกติหนังแนวนี้มักจะเป็นสาวผิวขาว แต่เรื่องนี้นางเอกเป็นสาวผิวดำ เชื้อสายฮาวาย แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้อคติอะไรกับตรงนี้ แต่ต้องบอกนักแสดงขาดเสน่ห์แบบที่หนังแนวนี้ควรจะมีมาก รวมถึงการแสดงก็งั้นๆ ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าจะน่าจดจำอะไร โดยมีตัวละครเพื่อนสาวผิวดำกับเพศทางเลือกมาประกบ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าไม่เวิร์ค ไม่ใช่เพราะว่าการเปลี่ยนสูตรตัวละครในแนวนี้ไม่ดี แต่คือตัวเรื่องเหมือนจะพยายามยัดขายจุดนี้ลงไป ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักเลยจนดูลอยๆ อย่างการปูให้ตัวละครเพศทางเลือกเพื่อนนางเอกหัวดีอยากเข้านาซ่า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจำเป็นตรงไหนถึงยัดส่วนนี้เข้ามา แม้มันจะไม่มาก แต่ก็เป็นส่วนเกินของเรื่องแบบเห็นได้ชัด แล้วกลุ่มเพื่อนของนางเอกก็ดูไม่เข้ากันเลยสักคน แม้จะพยายามปูว่าพวกนี้เป็นพวกที่คนในโรงเรียนไม่ค่อยคบ แต่กลับไม่มีความรู้สึกว่าตัวละครผูกพันสนิทอะไรกันอย่างที่เรื่องพยายามทำให้เป็น และตัวละครเพื่อนเหล่านั้นก็ไม่ได้มีส่วนช่วยสืบหาฆาตกรหรือเรื่องราวหลักอะไรเลย นอกจากบางคนเป็นเหยื่อในเรื่อง และก็เหมือนเป็นแค่เหยื่อตัวประกอบอีกด้วย เพราะบทก็ไม่ได้ทำให้เกิดความผูกพันอะไร ตายคือตายจบ

นอกจากนั้นการตายในเรื่องก็ไม่สมเหตุผลแบบที่แนวหนังไล่เชือดหลังจาก Scream ควรจะทำให้ได้ แต่เรื่องนี้ฆาตกรกลับดูมีเวลามากมายมานั่งจัดฉากแต่งห้องในบ้านเหยื่อมากมาย ไปหอบของเยอะแยะมาจากไหนก็ยังสงสัย การที่ต้องปริ้นท์ 3D หน้ากากเหยื่อมาใส่ก็ไม่ได้เชื่อมโยงอะไรกับเรื่องมาก และฉากไล่เชือดที่ควรเป็นจุดเด่นของเรื่องก็ทำออกมางั้นๆ อาจจะดูแรงเพราะเห็นเลือดเห็นฉากปาดคอกันจะๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกลุ้นกับการไล่ล่าอะไรเลย แถมยังมีฉากแบบเดียวกับ Scream ที่พยายามทำให้ตัวนางเอกเข้าใจผิดกับแฟน ซึ่งแทนที่จะมีเรื่องราวตรงนั้นให้ดูน่าสนใจแบบที่ Scream ทำได้ แต่นี่กลับมีไปงั้นๆ โดยที่คนดูเองยังไม่ทันคิดตามเลยว่าใช่หรือไม่ใช่ฆาตกร ตัวเรื่องก็รีบเฉลยแบบทื่อๆ แถมยังไม่เมคเซนส์อย่างแรงกับแผนการของตัวฆาตกรในเรื่องที่พยายามป้ายความผิดให้นางเอกที่ต้องบอกว่า “ฉากนี้มันดูโง่มากๆ” ก่อนที่จะเฉลยแรงจูงใจของคนร้ายที่ทำให้เรื่องดูโง่แบบตรกะวิบัติมากขึ้นไปอีก ซึ่งการโบ้ยว่าตัวฆาตกรไม่จำเป็นต้องมีแรงจูงใจอะไรมากก็ฆ่าได้แค่โรคจิตมันอาจจะดูเข้าใจได้ แต่นั่นคือหนังแนวแบบเจสันหรือพวกสิงหาสับที่ฆาตกรมันเปิดตัวว่าโรคจิตอยู่แล้ว แต่กับเรื่องนี้ที่พยายามปูความลับนางเอกว่าปมซ่อนอยู่ แล้วการเปิดเผยความลับของเหยื่อแต่ละรายมันชวนให้คิดว่า เรื่องต้องมีอะไรมากกว่านี้ พอมาเจอฉากเฉลยตรกะวิบัตินั่นมันก็เลยกลายเป็นอะไรที่ผิดคาดแบบดูถูกคนดูไปในตัว ยิ่งแฟนหนังสยองขวัญโดยตรงมักมองหาอะไรสดใหม่ในเรื่องแนวนี้ยิ่งต้องผิดหวังมากขึ้นไปอีกกับบทเฉลยของเรื่องนี้ที่อ่อนยวบยาบมาก